เชื่อว่าหลายคนที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า(EV) มาใช้แล้ว บ่อยครั้งที่ไม่สามารถกะระยะทางใช้กับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ได้ ทำให้ไปไม่ถึงสถานีชาร์จ ทำให้ต้องเรียกรถสไลด์ เสียเงินมากกว่าเติมน้ำมันเต็มถังซะอีก แล้วตอนนี้ก็ยังไม่มีบริการ "รถบริการเติมไฟฟ้านอกสถานที่" ดังนั้นวันนี้จึงมาแชร์การขับรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ระยะทางตามที่เคลมไว้ในสเปคกันครับ
รถไฟฟ้าขนาดเล็ก คอมแพ็ค ส่วนมากจะเคลมระยะทางต่อการชาร์จ 100% อยู่แถว ๆ 400 กม. เท่ากับว่า 1% จะวิ่งได้ประมาณ 4 กม. แต่การใช้งานจริงไม่ควรจะเหลือต่ำกว่า 10% เพราะอาจต้องเผื่อไว้กรณีไปจอดรถชาร์จ หรือวนหาสถานีชาร์จเพิ่มเติม หรือบางรุ่นแบตไหล คล้าย ๆ กรณีมือถือ ที่พอแบตเหลือน้อย จะหมดเร็วกว่าปกติ
ระยะทางการวิ่งที่บริษัทรถเคลมไว้นั้น ส่วนมากเป็นสถานการณ์ดังนี้
- ไม่มีน้ำหนักบรรทุกอื่นอีก นอกจากผู้ขับขี่
- ขับขี่ในโหมดประหยัด หรือ Eco
- ขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ สม่ำเสมอ ไม่เกิน 80กม./ชม. และแทบไม่เร่งความเร็ว ไม่เบรค
- ขับขี่ในทางราบ ไม่ขึ้นเนิน ขึ้นเขา เป็นต้น
หากเงื่อนไขการขับขี่ของเราเปลี่ยนแปลง เช่น มีผู้โดยสาร หรือบรรทุกสัมภาระหนัก อากาศร้อน ขับเร็ว เดี๋ยวเร่ง เดี๋ยวเบรค ก็ต้องทำใจว่าจะไม่สามารถทำระยะได้ตามที่ระบุในสเปค แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง หากจะให้การขับขี่ได้ระยะทางมากที่สุด
- สำรวจรถของเราว่ามีสิ่งของที่ไม่จะเป็นต่อการบรรทุกหรือไม่ ถ้ามีก็เอาเก็บไว้ที่บ้าน ไม่ต้องบรรทุกใส่รถไป ๆ มาๆ เพราะน้ำหนักของที่มากขึ้น หมายถึงการใช้พลังงานในการขับเคลื่อนที่มากขึ้น
- ใช้โหมดประหยัด หรือ Eco ทุกครั้ง รถบางรุ่นต้องปรับโหมดทุกครั้งต้อนสตาร์ท อย่าลืม !
- เปิด One Pedal หรือ E Pedal (ระบบแป้นเหยียบเดียว) ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็มีฟังก์ชัน One Pedal ให้ใช้งานได้ โดยจะใช้แป้นคันเร่งเป็นหลัก เมื่อจะเบรคแค่ยกเท้าออกจากคันเร่ง ระบบเบรคจะสร้างพลังงานกลับคืน (regenerative braking system) จนรถแทบจะหยุดนิ่งหรือหยุดนิ่งเลย แล้วแต่ออฟชั่น คล้าย ๆ กับใช้เกียร์เบรคในรถสันดาป แต่รถไฟฟ้า จะได้พลังงานคืนมาจากการระบบเบรคแบบนี้ด้วย ระบบนี้ดีมาก ๆ เพราะเป็นการจัดการพลังงานไม่ให้เสียไปอย่างสูญเปล่า และยังช่วยเบรคก่อนที่เราจะเหยียบเบรคเสียอีก สถานการณ์เบรคกระทันหันช่วยได้เยอะ ลองใช้กันให้ชินครับ
- ขับขี่ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ คงที่ ประมาณ 80 กม./ชม. การออกตัวก็ค่อย ๆ เร่ง ไม่ต้องกด 80 กม. ใน 5 วินาที แบบนั้นกินไฟโคตร ๆ ถ้าขับต่างจังหวัดความเร็วเท่านี้ปลอดภัยมาก ทั้งจากเพื่อนร่วมทางและตำรวจ 555 อันนี้ลองในเส้นทาง นครสวรรค์-กรุงเทพฯ แล้ว ด้วยรถ Neta V และ BYD Dolphin สามารถวิ่งได้ระยะ 4 กม. ต่อ แบต 1% สองรุ่นนี้แบตพอ ๆ กัน ส่วน Tesla model 3 L ได้ 5.5 กม. ต่อแบต 1% แต่ถ้าไม่ไหว ขยับไปแถว ๆ 90 กม./ชม. ก็ได้ ขับช้าแบบนี้ ใหม่ ๆ ก็จะขัดใจหน่อย อีกเดี๋ยวก็จะชินไปเองครับ ^^
เพราะคนใช้รถไฟฟ้าส่วนใหญ่เน้นความประหยัดต่อกิโลเมตร รู้ค่าพลังงานเป็นอย่างดี ทุกคนเป็นเหมือนผมมั๊ย พอชาร์จเต็มร้อย จะกดรีเซ็ทไมล์เป็นศูนย์ตลอด เพื่อจะวัดการใช้พลังงาน เดี๋ยวนี้ พอขับรถยนต์ไฟฟ้า เลยกลายเป็นคนใจเย็น ขับขี่ปลอดภัยไปเลย ส่วนหนึ่งก็เพราะใส่ใจเรื่องการใช้พลักงานให้คุ้มค่า อีกส่วนนึงก็เพราะอะไหล่รอนาน 55 จึงไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดเสี่ยงที่จะชนรถอื่น หรือจะถูกรถอื่นชน หลบได้หลบ เลี่ยงได้เลี่ยงครับ ใครแรงแซงไปก่อนเลยคร้าบ ...
..... EV mania